ROE คืออะไร มาทำความรู้จักกัน

ROE เป็นคำศัพท์สำคัญที่คนเล่นหุ้นต้องทำความรู้จักไว้ให้ดี ROE เป็นคำย่อมาจาก Return on Equity หรือ อัตราส่วนระหว่างกำไรสุทธิกับส่วนของผู้ถือหุ้นโดยคิดเป็นค่าร้อยละหรือเปอร์เซ็นต์ ถ้าจะพูดให้ง่ายกว่านี้คือ เป็นตัวเลขที่ช่วยให้เราทราบว่าบริษัทมีกำไรสุทธิ (Net Income) กี่เปอร์เซ็นต์หากเทียบกับเงินทุน (ซึ่งหมายรวมถึงส่วนของผู้ถือหุ้น) ROE เป็นหนึ่งในมาตรวัดสำคัญที่นักลงทุนควรพิจารณาก่อนลงทุนในหุ้นของบริษัทใด ๆ ค่า ROE จะช่วยวัดความสามารถในการดำเนินธุรกิจของบริษัท หาก ROE ของบริษัทยิ่งนั้นสูงก็เท่ากับว่าบริษัทสามารถทำกำไรให้เยอะ ยิ่งค่า ROE ของบริษัทสูงกว่าค่าเฉลี่ยกับบริษัทอื่น ๆ ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันก็จะยิ่งน่าลงทุน

เราลองมาทำความเข้าใจ ROE อย่างคร่าว ๆ ได้จากคลิปวิดีโอนี้

สูตรคำนวณค่า Return on Equity

สูตรการคำนวณ ROE คือ (กำไรสุทธิ/ส่วนผู้ถือหุ้นรวม) x 100%

· กำไรสุทธิ (Net Income) คำนวณจาก รายได้ ค่าใช้จ่าย และภาษีของบริษัทในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง

· ผู้ถือหุ้น (Equity) คำนวณจากจำนวนส่วนผู้ถือหุ้นเฉลี่ย

นอกจากนี้เรายังสามารถคำนวณ ROE แบบเจาะลึกลงไปได้อีกโดยคำนวณจาก อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin), อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์ (Asset Turnover) และอัตราส่วนสินทรัพย์รวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity Multiplier) ในส่วนของอัตรากำไรสุทธิและอัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์ควรมีมากเพราะแสดงถึงผลประกอบการที่สามารถบริหารธุรกิจได้ดีและสามารถตอบแทนผู้ถือหุ้นได้ ส่วนอัตราส่วนสินทรัพย์รวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นนั้นหากมีมากควรระวังเพราะอาจแสดงถึงการกู้หนี้ยืมสินของบริษัทแล้วนำมาทำกำไรจนสามารถเพิ่มอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นได้ แต่ก็ทำให้ธุรกิจมีความเสี่ยงในขนาดเดียวกัน

ตัวอย่างการใช้ ROE

ในปีนี้ บริษัท Success มีกำไรสุทธิ (รายรับและรายจ่าย) 200,000 บาท และส่วนผู้ถือหุ้นเฉลี่ยทั้งหมด 500,000 บาท เมื่อแทนค่าด้วยสูตรคำนวณ ROE ก็จะเท่ากับ (200,000/500,000) x 100 = 40% ดังนั้นค่า ROE ของบริษัท Success ก็คือ 40% นั่นก็หมายความว่าทุก ๆ เงินทุนจำนวน 100 บาท บริษัท Success สามารถให้ผลตอบแทนเงินทุนได้ 40 บาท หรือลงทุน 100 บาท แล้วได้เพิ่มกลับมา 140 บาทนั่นเอง


มาถึงตอนนี้แล้วหลายคนก็อาจจะสงสัยว่าแล้วเราจะสามารถทราบค่า ROE ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างไร จริง ๆ แล้วคุณสามารถตรวจสอบดูค่า ROE ได้อย่างง่าย ๆ ที่เว็บไซต์หลักของกลุ่มตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในส่วนของงบการเงินและผลประกอบการของบริษัท https://www.set.or.th/ ซึ่งคุณไม่เพียงแต่จะสามารถข้อมูล ROE ได้เท่านั้น เพราะบนเว็บไซต์ยังมีข้อมูลอัตราส่วนอื่น ๆ ของแต่ละบริษัทเพื่อให้นักลงทุนได้ทำการศึกษาและตรวจสอบก่อนตัดสินใจลงทุนอีกด้วย

ค่า ROE ที่ดีสำหรับการลงทุนควรเป็นอย่างไร

ค่า ROE ที่ดีคือต้องสูงกว่า ROE เฉลี่ยของกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น บริษัท AB มี ROE 15% ในขณะที่ ROE เฉลี่ยของบริษัทอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกันมีค่า 13% ก็เท่ากับว่าบริษัท AB ทำสามารถดำเนินธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนได้มากกว่าค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรมเดียวกัน ดังนั้น AB ก็เป็นบริษัทที่น่าลงทุนในอุตสาหกรรมนั้น หรือถ้าอีกบริษัทหนึ่งคือบริษัท Future ในกลุ่มเดียวกัน มีค่า ROE 10% ก็ถือว่าเป็นบริษัทที่มีความเสี่ยงในการลงทุนเพราะ ROE ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ดังนั้นคุณหากสนใจลงทุนกับบริษัท Future จริง ๆ อาจจะต้องหาข้อมูลเชิงลึกอื่น ๆ ก่อนตัดสินใจ

ในความเป็นจริงแล้วค่า ROE ที่เท่ากับหรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อยอาจจะดีกว่า ROE ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่มากเกินไป ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว่า ROE ที่สูงอาจเนื่องมาจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น การทำกำไรที่ไม่ได้สม่ำเสมอ กล่าวคือ หากบริษัทขาดทุนสะสมทำให้ส่วนผู้ถือหุ้นลดลงไปด้วย และหากบริษัทสามารถกลับมาทำกำไรได้ในปีนี้แม้เพียงเล็กน้อยก็จะทำให้ ROE สูงขึ้นเนื่องจากส่วนผู้ถือหุ้นก็ยังคงน้อยอยู่

ปัจจัยอีกอย่างหนึ่งคือ การที่บริษัทมีหนี้สินมากก็ส่งผลให้ ROE สูงขึ้นด้วย ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วว่ายิ่งบริษัทมีหนี้มากเท่าไหร่ ส่วนของผู้ถือหุ้นก็น้อยลงเท่านั้น และหากเป็นกรณีที่บริษัทกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหุ้นคืนแล้วก็จะทำให้กำไรต่อหุ้นสูงเกินจริง ในกรณีนี้ก็ไม่สามารถบ่งชี้ความสามารถในการดำเนินธุรกิจได้

สรุปแล้วค่า ROE ที่ดีควรมีค่าเท่ากับหรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันเพียงเล็กน้อย นอกจากนี้ค่า ROE ที่ดีไม่ควรมาจากการคำนวณที่ไม่แสดงผลกระทบต่อธุรกิจ กล่าวคือเรายังต้องวิเคราะห์บริษัทในเชิงลึกลงไปว่าการคำนวณค่า ROE แตกย่อยมาจากค่าการคำนวณใดบ้างเพราะค่า ROE ที่สูงอาจมาจากหนี้สินของบริษัท

เหตุใด ROE จึงสำคัญ

ตัวเลข ROE สามารถบ่งชี้ประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจของบริษัทได้ กล่าวคือ ROE จะมองไปที่ผลกำไรรวมของเจ้าของบริษัทและนักลงทุนซึ่งเป็นการวัดความสามารถในการทำกำไรโดยรวม ผู้ถือหุ้นอยู่ในลำดับขั้นสุดท้ายของโครงสร้างเงินทุนของบริษัท รายได้ที่กลับคืนสู่ผู้ถือหุ้นเป็นมาตราวัดสำคัญที่แสดงถึงกำไรส่วนเกินที่ยังเหลืออยู่หลังจากหักส่วนที่ต้องใช้จ่ายแล้วนำมาลงทุนต่อยอดในธุรกิจ

กล่าวโดยสรุปคือ การดู ROE ส่วนช่วยให้นักลงทุนสามารถคาดการณ์ได้ว่าเงินทุนที่ลงหุ้นไปจะสามารถกลับมานำกำไรกลับมาคืนแก่ตัวผู้ลงทุนเองได้มากน้อยเท่าไหร่ เพราะ ROE สามารถช่วยให้เห็นภาพรวมของความสามารถในการดำเนินธุรกิจของบริษัทเมื่อเทียบกับบริษัทอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน อีกทั้งสามารถตรวจสอบค่า ROE ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันซึ่งสามารถบอกได้ว่าบริษัทมีการพัฒนาต่อยอดในการบริหารธุรกิจได้มากน้อยเพียงใด

วิธีใช้ ROE

มาถึงตรงนี้หลายท่านคงจะเข้าใจกันแล้วว่าค่า ROE สามารถคำนวณได้จากกำไรสุทธิหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้นและคิดเป็นค่าร้อยละโดยการคูณ 100 อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่สามารถทำให้ค่า ROE สูงขึ้นผิดปกติได้ ดังนั้นแล้วเราจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจการคำนวณในเชิงลึก ซึ่งการคำนวณ ROE ลงไปถึงรายละเอียดคือ การคิดค่าส่วนของผู้ถือหุ้นสามารถคิดได้โดยค่า ROA (Return of Assets) หรืออัตราส่วนทางการเงินที่เปรียบเทียบระหว่างกำไรสุทธิและสินทรัพย์รวม และความเสี่ยงทางการเงิน (Financial Leverage) ดังภาพ

อย่างไรก็ตามการเปรียบเทียบค่า ROE ของแต่ละบริษัทควรเป็นการเปรียบเทียบภายในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันเท่านั้น เพราะบางอุตสาหกรรมสามารถทำค่า ROE ได้มากกว่าอุตสาหกรรมอื่น ๆ หรือสามารถทำกำไรได้มากกว่านั้นเอง ตัวอย่างเช่น กลุ่มบริษัทที่ทำธุรกิจแบบเกื้อหนุนครบวงจรในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันมีแนวโน้มที่จะมีค่า ROE ได้มากกว่าอุตสาหกรรมแบบเดี่ยว เพราะสามารถกระจายความเสี่ยงได้ดี บริษัทที่มีความเสี่ยงสูงมักจะมีเงินทุนและส่วนตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นในรูปแบบเงินปันผลที่มากขึ้น


นอกจากนี้การเปรียบเทียบ ROE กับเงินปันผลของผู้ถือหุ้นยังมีประโยชน์ในการตัดสินใจลงทุนหุ้นเพราะบริษัทที่สามารถให้เงินปันผลมากกว่าเงินทุนของผู้ถือหุ้นยิ่งเป็นแสดงว่าเป็นตัวหุ้นที่น่าสนใจ อย่างเช่น หุ้นของบริษัทที่มี ROE 20% จะสามารถทำกำไรได้สองเท่าเมื่อเทียบกับบริษัทที่ ROE 10%

ดังที่ได้กล่าวมานั้น ค่า ROE สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกบริษัทว่ามีการจัดการเงินทุนจากส่วนของผู้ถือหุ้นเพื่อช่วยให้ธุรกิจขยายเติบโตขึ้นได้หรือไม่อย่างไร หากเราคิดจะลงทุนหุ้นในบริษัทใด ๆ เราสามารถประเมินผลตอบแทนจากการลงทุนด้วยการใช้ค่า ROE ประกอบการตัดสินใจ หากมีหลายบริษัทที่ให้เลือกลงทุน คุณสามารถเปรียบเทียบค่า ROE ของบริษัทที่สนใจลงทุนเทียบกับค่าเฉลี่ยของบริษัทอื่น ๆ ในกลุ่มธุรกิจหรืออุตสาหกรรมเดียวกันว่าอยู่ในระดับมากน้อยหรือน้อยกว่าค่าเฉลี่ย การที่บริษัทมีค่า ROE ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหมายความว่าบริษัทสามารถเพิ่มยอดขายและกำไรได้ แสดงให้เห็นว่าบริษัทสามารถบริหารจัดการนำเงินทุนไปบริหารต่อยอดให้บริษัทสามารถสร้างกำไรได้ดี ในทางกลับกัน การที่บริษัทมีค่า ROE ลดลงอย่างต่อเนื่องอาจแสดงถึงการบริหารจัดการเงินทุนที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเป็นเหตุให้บริษัทได้กำไรน้อยลง

Say hello

Find us at the office

Chappa- Adamitis street no. 38, 81811 Tripoli, Libya

Give us a ring

Alda Runion
+69 213 130 910
Mon - Fri, 10:00-22:00

Say hello